อำเภอพระพุทธบาท

ละครโรงเล็ก เรื่อง ประเพณีตักบาตรดอกไม้ ในวันเข้าพรรษาของวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี

ประวัติความเป็นมา

อำเภอพระพุทธบาทเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดสระบุรี  เดิมเคยเป็นกิ่งอำเภอขึ้นอยู่กับ     การปกครองของอำเภอบ้านหมอ  จังหวัดสระบุรี  ต่อมาเมื่อวันที่  6  มิถุนายน  พ.ศ.2499  ได้มี   พระราชกฤษฎีกาประกาศยกฐานะของกิ่งอำเภอพระพุทธบาท  ขึ้นเป็นอำเภอพระพุทธบาท

นามพระพุทธบาท จาก  “อธิบาย เรื่องพระบาท”   ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ   ในหนังสือบุณโณวาทคำฉันท์  ความว่า  “ในรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม  (พ.ศ.2163-2171) มีพระภิกษุไทยออกไปถึงลังกาทวีป  จะไปบูชารอยพระพุทธบาทที่เขาสุมนกูฏ พระสงฆ์ลังกาถามว่า รอยพระ-พุทธบาทมีถึง  5  รอย  ที่เขาสุวรรณบรรพต  ซึ่งอยู่ในประเทศไทยก็ปรากฏรอยพระพุทธบาท  ทำไมจึงไม่ไปบูชารอยพระพุทธบาทที่นั่นต้องออกไปบูชาถึงลังกาทวีป  เมื่อพระภิกษุสงฆ์ไทยกลับมาแล้ว  จึงนำความกราบบังคับทูลให้ทรงทราบ  พระเจ้าทรงธรรมจึงได้โปรดตราสั่งไปถึงหัวเมืองต่างๆ ให้เที่ยวสำรวจตรวจค้นตามภูเขาต่างๆ ว่าจะมีรอยพระพุทธบาทอยู่  ณ ที่แห่งใด  ตามที่พระสงฆ์ลังกาแจ้งหรือไม่ ในครั้งกระนั้นผู้ว่าราชการเมืองสระบุรีสืบทราบความจากพรานบุญว่า  ครั้งหนึ่งออกไปทำการไล่เนื้อในป่าริมเชิงเขาสุวรรณบรรพต  ยิงถูกเนื้อบาดเจ็บลำบากหนีขึ้นไปบนไหล่เขาเข้าไปในพุ่มไม้เชิงป่าหายไป  พอบัดเดี๋ยวก็เห็นเนื้อตัวที่ถูกยิงวิ่งออกมาเป็นปกติจึงหลากใจขึ้นไปดูบนเชิงเขานั้น เห็นมีรอยเท้าคนขนาดยาวประมาณ 1 ศอกเศษ และมีน้ำขังอยู่ในรอยเท้านั้น ก็สำคัญเอาว่า  เนื้อคงหายบาดแผลเพราะกินน้ำนั้น  จึงตักเอามาลองทาตัวดู  กลากเกลื้อนที่เป็นอยู่ช้านานก็หายหมด  ผู้ว่าราชการเมืองสระบุรีจึงออกไปตรวจดูเห็นมีรอยจริง
ดังพรานบุญว่า  จึงมีใบบอกเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยา พระเจ้าทรงธรรมจึงเสด็จออกไปทอดพระเนตร ทรงพระราชดำริวิเคราะห์เห็นเป็นรอยพระพุทธบาทตรงตามที่พระภิกษุลังกาบอกมาเป็นแน่แท้  ก็ทรงโสมนัสศรัทธาด้วยทรงเห็นว่า  เป็นบริโภคเจดีย์เนื่องชิดติดต่อถึงพระพุทธองค์ประเสริฐว่าอุทเทสิกเจดีย์ เช่น พระพุทธรูป และพระสถูปเจดีย์ ซึ่งเป็นของที่สร้างขึ้นโดยสมมุติจึงโปรดให้สร้างขึ้นเป็นมหาเจดียสถาน  มีพระมณฑปสรวมรอยรพระพุทธบาทและสังฆาวาสที่พระภิกษุอยู่บริบาล และสร้างบริเวณพระราชนิเวศน์ที่เชิงเขาพระพุทธบาทแห่งหนึ่ง  ที่ท่าเจ้าสนุก  ลำน้ำสักแห่งหนึ่งสำหรับประทับเวลาเสด็จไปบูชา  แล้วโปรดให้ฝรั่งชาติฮอลันดาส่องกล้องทำถนนตั้งแต่ท่าเรือขึ้นไปจนถึงเขาสุวรรณบรรพต  เพื่อให้เป็นทางมหาชนไปมาได้สะดวก และทรงพระราชอุทิศที่ดินหนึ่งโยชน์โดยรอบรอยพระพุทธบาทถวายเป็นพุทธบูชากัลปนาผล  ซึ่งได้เป็นส่วนของหลวงในที่นั้น  สำหรับใช้จ่ายในการรักษาพระมหาเจดียสถานในที่พระพุทธบาท  และโปรดให้บรรดาชายฉกรรจ์ซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่ในเขตที่ทรงพระอุทิศ  (ปัจจุบันเป็นอาณาเขตของวัดพระพุทธบาทราชวร
มหาวิหาร มีเนื้อที่ทั้งหมด 6,268  ไร่) พ้นจากหน้าที่ราชการอื่นๆ  ทรงจัดให้เป็นพวกขุนโขลนเข้าปฏิบัติรักษาพระพุทธบาทอย่างเดียว  ที่บริเวณพระราชอุทิศนั้น ได้นามว่า “เมืองปรันตะปะ”  หรือเรียกกันเป็นสามัญว่า “เมืองพระพุทธบาท”และเกิดเทศกาลมหาชนไปสักการบูชารอยพระพุทธ-บาทในกลางเดือน  3  ครั้งหนึ่ง  และกลางเดือน  4  อีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ในสมัยโบราณเมื่อยังไม่มีอำเภอพระพุทธบาทนั้นการปกครองบริเวณพระพุทธบาท      สมัยกรุงศรีอยุธยา  ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้โปรดกำหนดเขตท้องที่จาก                    รอยพระพุทธบาทออกไปด้านละโยชน์  (16  กิโลเมตร)   แล้วทรงตั้งเมืองพระพุทธบาทขึ้น      จัดเป็นเมืองชั้นจัตวาขึ้นกับกรุงศรีอยุธยา  เมืองพระพุทธบาทนี้คงเป็นเมืองตลอดมาจนถึง       รัชกาลที่  5  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้า       ให้จัดการปกครองหัวเมืองแบบใหม่  โดยตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาลขึ้น เมื่อ พ.ศ.2437  ยุบเมือง    พระพุทธบาทเป็นอำเภอให้ขึ้นอยู่กับเมืองสระบุรีตามเดิม  ต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศ     ยกฐานะกิ่งอำเภอพระพุทธบาทขึ้นเป็นอำเภอพระพุทธบาท  เมื่อวันที่  6  มิถุนายน  พ.ศ.2499

แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น

อำเภอพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี

ลำดับที่

ชื่อแหล่งเรียนรู้/

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประเภท

ลักษณะ/ความสำคัญ

สถานที่ตั้งโทรศัพท์

1

วัดพระพุทธบาทราช-วรมหาวิหาร

โบราณสถาน

นมัสการรอยพระพุทธบาทเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน ต.ขุนโขลน

โทร.036-266005

2

พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

อนุสรณ์สถาน

รอยพระพุทธบาทได้ค้นพบในสมัยพระองค์และได้วางรากฐานสร้างพระมณฑปพระอุโบสถและวิหารวัดพระพุทธบาท

ต.ขุนโขลน

3

บ่อพรานล้างเนื้อ

โบราณสถาน

เชื่อกันว่าพรานบุญผู้ค้นพบรอยพระพุทธบาทได้เคย

ล้างเนื้อในบ่อนี้ต.ขุนโขลน

4

พระราชวังโบราณ (ตำหนักท้ายพิกุล)

โบราณสถาน

เป็นพระราชวังสร้างขึ้น

สมัยพระเจ้าทรงธรรมติดกำแพงพระพุทธบาทด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ลำดับที่

ชื่อแหล่งเรียนรู้/

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประเภท

ลักษณะ/ความสำคัญ

สถานที่ตั้งโทรศัพท์

5

พระตำหนักธารเกษม

โบราณสถาน

พระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองปัจจุบันเหลือรากฐานตำหนักและรากเกยอยู่ห่างจากพระพุทธบาทประมาณ3 กิโลเมตร

6

ถ้ำประทุน

โบราณสถาน

ลักษณะคล้ายประทุนเรือ  ตรงปากถ้ำเป็นสำนักสงฆ์จีนและเป็นสถานสงเคราะห์คนชราชาวจีนอยู่เชิงเขาทางทิศตะวันออกของพระพุทธบาทห่างประมาณ1 กิโลเมตร

7

พระตำหนักสระยอ

โบราณสถาน

พระตำหนักสมัยสมเด็จพระ-นารายณ์มหาราช

ปัจจุบันมีรากฐานก่อด้วยหินกับปูนอยู่บนโคกกลางท้องนาอยู่ด้านตะวันออกของทางหลวงสายพระพุทธบาท บ้านหมอ-ท่าเรือ ตรงกิโลเมตรที่ 1 ต.ขุนโขลน

8

ถ้ำพระบาทใหญ่

โบราณสถาน

พระพุทธบาททำด้วยหินทรายศิลาจำหลักนูนสูง

รูปบุคคลขี่หงส์ต.ขุนโขลน

9

ศาลเจ้าพ่อเขาตก

โบราณสถาน

เทวรูปปูนปั้นสักการบูชา    ทั้งชาวไทยและชาวจีนหมู่ที่ 9

ต.พระพุทธบาท

10

คันกั้นน้ำ

(ทำนบศรีธนนชัย)

โบราณสถาน

ทำนบดินแบบสมัยอยุธยาต.ขุนโขลน

11

ถ้ำวิมานจักรี

โบราณสถาน

พระปรมาภิไธยย่อ จปร.

ที่ผนังถ้ำหมู่ที่ 9

ต.พุกร่าง

12

รอยพระพุทธบาท จำลอง

โบราณสถาน

มีรอยพระพุทธบาท

รูปปั้นพระสังกัจจายน์

ขนาดใหญ่ ฯลฯหมู่ที่ 5

วัดกัลยาบรรพต

ต.พุกร่าง

13

ถ้ำมหาสนุก

โบราณสถาน

ถ้ำหินย้อย มีพระประจำวัน

มีน้ำเจ็ดอ่าง  ลานดินเหนียวหมู่ที่ 8

ต.พุกร่าง

ลำดับที่

ชื่อแหล่งเรียนรู้/

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประเภท

ลักษณะ/ความสำคัญ

สถานที่ตั้งโทรศัพท์

14

อ่างเก็บน้ำบ้านพุกร่าง

ชลประทาน

อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก

มีปลาอาศัยอยู่มากหมู่ที่ 1

ต.พุกร่าง

15

เกษตรธรรมชาติ “สวนกลางนา”

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ทำการเกษตรโดยไม่ใช้สารเคมีแก้ปัญหาช่วงฤดูน้ำหลาก

คือ วิธีติดรากอากาศนายบุญช่วย    วงษ์ษา ต.หนองแก

16

โมกราชินี

ทรัพยากร

ธรรมชาติ

พรรณไม้ชนิดใหม่ของโลกตามซอกหินของภูเขาหินปูนรอบอาณาเขต

วัดพระพุทธบาท

17

วัดเขาวง (ถ้ำนารายณ์)

โบราณสถาน

มีอักษรปัลลวะ

เป็นอักษรโบราณบ้านเขาวง ต.เขาวง

โทร. 036-347445

18

กลุ่มสตรีทอผ้าตำบลหนองแก

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ทอผ้าพื้นฐานตาลเสี้ยน,

ผลิตผ้าฝ้ายเลขที่ 15 หมู่ 6

ต.หนองแก

โทร.036-321157,

081-9479668

19

กลุ่มสตรีสหกรณ์นายาว

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ทำทองม้วนสมุนไพร ไข่เค็มดินสอพอง ฯลฯเลขที่11 หมู่ 3

ต.นายาว

โทร.036-236000

20

เรือนพระลพ

สิ่งปลูกสร้าง

เรือนไทยและไม้ในวรรณคดีอาจารย์ภูธร    ภูมะธน ต.นายาว

21

ไม้ตะพด

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ใช้ตีระฆังที่แขวนเรียงรายรอบมณฑป เพื่อเป็นสิริมงคลชุมชนท้ายพิกุล หลังวัดพระพุทธบาท

22

ประเพณีตักบาตรดอกไม้ (ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก)

ประเพณี

ประเพณีของชาวพุทธศาสนิกชนปฏิบัติ

ในวันเข้าพรรษาวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

23

ประเพณีแห่พระเขี้ยวแก้ว

ประเพณี

ชาวพุทธเชื่อว่าจะสามารถบันดาลให้พุทธศาสนิกชนเกิดความร่มเย็นเป็นสุขวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

ลำดับที่

ชื่อแหล่งเรียนรู้/

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

ประเภท

ลักษณะ/ความสำคัญ

สถานที่ตั้งโทรศัพท์

24

งานแห่เทียนพรรษา พระราชทาน

ประเพณี

พระมหากษัตริย์พระราชทานเทียนพรรษาแก่วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร และถวายเทียนแด่พระภิกษุสงฆ์

เป็นประจำทุกปีวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

25

พิธีถวายผ้ากฐินพระราชทาน

(วันออกพรรษา)

พระราชพิธี

พระมหากษัตริย์พระราชทานผ้ากฐินเป็นประจำทุกปีพระอุโบสถ

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

26

อนุสรณ์สถานจอมพล ป. พิบูลสงคราม

บุคคล

สร้างนิคมพัฒนาตนเอง เพื่อให้ประชาชนมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองตั้งอยู่บริเวณสถานสงเคราะห์เด็กหญิง

จังหวัดสระบุรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร

 

                รอยพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี จัดเป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองไทย     เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนมาแต่สมัยอยุธยานับแต่ชนชั้นกษัตริย์ถึงชาวบ้าน           ด้วยเชื่อกันว่าการไปนมัสการพระพุทธบาทจะได้บุญกุศลแรงและเป็นสิริมงคลอย่างสูง โบราณสถานต่างๆ  ภายในวัดจึงงดงามด้วยฝีมือเชิงช่างโบราณหลากยุคสมัยที่สร้างถวาย           พระพุทธบาทด้วยพลังศรัทธา

รอบบริเวณวัดมีแมกไม้นานาพรรณปลูกไว้ให้ความร่มรื่น มีการจัดการอย่างเป็นระเบียบ   ดูสะอาดสวยงาม  ใกล้กับลานจอดรถเป็นแหล่งรวมร้านขายของฝากจากสระบุรี  เช่น ไม้ตะพด กะหรี่ปั๊บ  ไม้กวาด  เป็นต้น

มีตำนานว่า ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา  มีพระสงฆ์ไทยคณะหนึ่งเดินทางไปลังกาทวีป เพื่อสักการบูชาพระพุทธบาท  ณ  เขาสุมนกูฏ  ขณะนั้นทางลังกากำลังสืบค้นเรื่องที่ตั้งของพระพุทธบาทห้าแห่งในตำนาน  ได้ความว่ารอยพระพุทธบาทหนึ่งในจำนวนนั้นประดิษฐานอยู่ที่เขาสุวรรณบรรพตในสยาม  จึงฝากข่าวมากับคณะสงฆ์ไทย

สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมจึงมีรับสั่งให้ออกสืบค้น  จนกระทั่งพรานบุญไปพบเข้าโดยบังเอิญ  พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างมณฑปยอดเดียวสวมรอยพระพุทธบาทนั้นไว้ และสถาปนาขึ้นเป็นพระมหาเจดียสถาน  สร้างพระพุทธรูป  โบสถ์  และวิหารขึ้น  ต่อมาเมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2   พ.ศ. 2310 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์โบราณสถานบางส่วนถูกเผาได้รับความเสียหาย   และได้บูรณะขึ้นใหม่ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์  แต่ในสมัยรัชกาลที่ 3  เกิดไฟไหม้ใหญ่ขึ้นอีกครั้งหนึ่งบริเวณมณฑป
พระพุทธบาทจนมีสภาพทรุดโทรม  ภายหลังจึงได้ซ่อมบำรุงจนมีสภาพสมบูรณ์ดังที่เห็นในปัจจุบัน

ประเพณีนมัสการรอยพระพุทธบาทวันที่จัดงาน  แบ่งเป็นสองช่วง  คือ  วันขึ้น 1 ค่ำ         ถึง 15  ค่ำ เดือน 3  (เดือนกุมภาพันธ์) โดยเลือกให้ตรงกับช่วงวันตรุษจีน และวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 4  (เดือนมีนาคม)  รวม  15  วัน  ที่วัดพระพุทธบาท  อำเภอพระพุทธบาท จ.สระบุรี

วัดพระพุทธบาทมีสิ่งที่น่าสนใจ ดังนี้

1.  รอยพระพุทธบาท   มีขนาดกว้าง  21  นิ้ว ยาว60 นิ้วลึก11 นิ้ว  มีโครงเหล็กครอบด้านบนเพื่อป้องกันความเสียหาย  เพราะผู้มานมัสการพระพุทธบาทมักโยนเหรียญลงไป   เพื่อเป็นพุทธบูชารอยพระพุทธบาทนี้จัดเป็นบริโภคเจดีย์ เพราะเชื่อว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมากดประทับไว้ด้วยพระองค์เอง  ด้านข้างรอยพระพุทธบาทมีเสื่อเงินแท้ปูพื้นล้อมรอบ

2.  บันไดนาค  ทางเดินขึ้นมณฑปพระพุทธบาทมีสองทาง คือ

2.1  ประตูเสด็จ  เป็นบันไดนาคสามสายทอดขนานกันไป  ที่หัวบันไดเป็นรูปเศียรพญานาคห้าเศียร  สร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 หล่อด้วยทองเหลืองลงรักปิดทองเดิมมีบันไดเพียงสองสายเท่านั้น  มาสร้างเพิ่มอีกสายหนึ่งในสมัยรัชกาลที่  5  เพื่อให้สอดคล้องกับบันไดทิพย์สามสาย

2.2  ประตูยักษ์  มียักษ์สองตนยืนเคียงกันเป็นทวารบาล  บันไดนาคด้านนี้เก่าแก่ที่สุด  หัวบันไดทำเป็นเศียรพญานาคเจ็ดเศียร  หล่อด้วยสำริด  เป็นนาคสวมมงกุฎที่ดูแปลกตา ฝีมือช่างโบราณสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

3.  มณฑป  สร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม  เดิมเป็นมณฑปยอดเดียว     ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือได้โปรดเกล้าฯ  ให้เปลี่ยนเป็นมณฑปห้ายอด  จนกระทั่ง                ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนเป็นมณฑปยอดเดียวอีกครั้ง                      ในสมัยรัชกาลที่  6  มีการเปลี่ยนยอดไม้เป็นคอนกรีต

4.  บานประตูมุก   บานประตูมณฑปทั้งแปดบานประดับมุกลวดลายวิจิตรงดงาม สร้างในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  แล้วได้รับการปฏิสังขรณ์ในสมัยรัชกาลที่  1

5.  บุษบก  หรือมณฑปน้อย  ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท  เมื่อเข้าไปภายในอาคารจะเห็นเด่นอยู่กลางห้อง บุษบกเป็นเครื่องยอดประสาท  มีลักษณะสถาปัตยกรรมคล้ายมณฑปใหญ่ที่อยู่ด้านนอก  ประกอบด้วยเสาสี่เสา  ระหว่างเสาแต่ละด้านปล่อยโล่ง  สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

 

 

                                ­พระบรมราชานุสรณ์สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม  อยู่ใกล้กับมณฑปพระพุทธบาท เป็นอาคารทรงจตุรมุข กว้าง  4.50  เมตร  ยาว  9.25  เมตร สูง  7  เมตร ด้านบนประดับช่อฟ้าใบระกา หน้าบันลงรักปิดทองปิดกระจก  หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ  ภายในประดิษฐานพระบรมรูป     สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม กษัตริย์ผู้สร้างมณฑปพระพุทธบาท

บ่อพรานล้างเนื้อ

 

 

บ่อพรานล้างเนื้อ  ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงพระพุทธบาท  มีลักษณะเป็นบ่อหินขนาดย่อม ภายหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงก่อเสริมปากบ่อขึ้น  ที่บริเวณปากบ่อมีรอยเข่าคน ใกล้กับบริเวณบ่อนี้มีหินลาดและมีหลุมลึกลงไป มีขนาดเท่ากระป๋องนม

น้ำที่ไหลจากหลุมนี้ถือกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์  มีประวัติเล่ากันว่าพรานบุญผู้พบรอยพระบาทเป็นผู้นำเนื้อมาล้างที่บ่อ โดยคุกเข่าและก้มลงล้างเนื้อในบ่อ  ส่วนหลุมขนาดกระป๋องนมนั้น       คือ  รอยปักหอกของพรานบุญ  ซึ่งมีน้ำไหลอยู่ตลอดเวลา

พระราชวังโบราณ ( พระตำหนักท้ายพิกุล )

 

พระราชวังโบราณ  (พระตำหนักท้ายพิกุล)  ตั้งอยู่ที่ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท    จังหวัดสระบุรี เป็นพระราชวังเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าทรงธรรม  เพื่อทรงใช้ เป็นที่ประทับแรมในเวลาเสด็จมามนัสการพระพุทธบาท ตัวพระตำหนักต่าง ๆ  ล้วนแต่สร้างด้วยเครื่องไม้  คงสร้างพระอุโบสถพระวิหารการเปรียญ  ตึกกว้าน  กุฏิสงฆ์  ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  (พ.ศ.2275 – พ.ศ.2301) พระองค์ได้เสด็จมานมัสการพระพุทธบาท ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังแห่งนี้ เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่ข้าศึก พระราชวังนี้ถูกทอดทิ้งโดยไม่ได้รับการบำรุงรักษา  ตัวตำหนักต่างๆ  ซึ่งสร้างด้วยเครื่องไม้จึงชำรุดทรุดโทรม และผุพังไปหมด

พระมหากษัตริย์กรุงรัตนโกสินทร์  เมื่อเสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระพุทธบาท     จะประทับที่พระราชวังท้ายพิกุล  เมื่อของเดิมชำรุดทรุดโทรมไป  ก็ทรงให้สร้างขึ้นใหม่  เช่น     เมื่อปี  พ.ศ.2400  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงปฏิสังขรณ์พระมณฑปพระพุทธบาท   ก็ได้โปรดให้สร้างพระตำหนักขึ้น ในบริเวณที่ว่างอยู่ของพระราชวังท้ายพิกุล ประกอบด้วยเรือนฝ่ายใน และฝ่ายหน้าหลายหลัง  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯ  ไปประทับ ณ
พระตำหนักและเรือนในบริเวณวังที่พระพุทธบาทสองครั้งต่อมาเมื่อชำรุดหักพังจะปลูกพลับพลาใหม่จึงรื้อออกหมดไม่มีอะไรเหลืออยู่

 

       

 

    

ปัจจุบันยังปรากฏซากกำแพงก่อด้วยอิฐและหินถือปูนเหลืออยู่ทั้ง 4   ด้าน อยู่ติดกำแพง      วัดพระพุทธบาททางด้านทิศใต้    ที่เป็นอาณาเขตพระราชวังและฐานเกยช้าง-ม้า (หมายถึง ที่เสด็จขึ้น-ลงพาหนะสำหรับเจ้านาย)  ซึ่งสร้างด้วยอิฐถือปูนอยู่ภายในและภายนอกกำแพงวัด  จำนวน  3  เกย

พระตำหนักธารเกษม

 

พระตำหนักธารเกษม  อยู่ที่ตำบลขุนโขลน  ระหว่างธนาคารกรุงเทพ  สาขาพระพุทธบาทและสถานสงเคราะห์เด็กหญิงสระบุรี  ตั้งอยู่ริมธารทองแดงซึ่งเป็นลำธารไหลผ่านพระพุทธบาท เป็นที่ซึ่งมีแมกไม้ร่มรื่น  เป็นที่สำราญพระราชหฤทัย  พระตำหนักสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2176             ในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง  เพื่อใช้เป็นที่ประทับเวลาเสด็จมานมัสการพระพุทธบาท ปัจจุบันเหลือเพียงแต่ฐานธารทองแดงเกิดจากเขาธารทองแดงในเขตอำเภอพระพุทธบาท  แล้วไหลไปทางอำเภอหนองโดน

 

 

ตามพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา  เล่ม  2   กล่าวว่า  สมเด็จพระเจ้าปราสาททองโปรดให้สร้างพระตำหนักริมธาร  ได้มีการขุดพบท่อน้ำสามตาที่ริมลำธาร  (ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานพระพุทธบาท)  ท่อนี้เป็นข้อต่อเหมือนข้อต่อน้ำประปาปัจจุบัน  แต่ใหญ่กว่ามากเป็นท่อทำด้วยทองแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  20  เซนติเมตร  และในบริเวณธารทองแดงนี้ยังพบ  ที่กั้นน้ำที่ระบายน้ำมาใช้ในพระตำหนักท้ายพิกุล เป็นเขื่อนก่อด้วยอิฐถือปูน  ซึ่งเป็นซากโบราณสถาน  ที่สร้างมาแต่สมัยอยุธยา ปัจจุบันนี้ยังคงสภาพเป็นลำธารแต่ตื้นเขินมากแล้ว             ที่ริมลำธารมีแนวเขื่อนก่ออิฐถือปูนปรากฏอยู่

 

 

 

ถ้ำประทุน

 

ถ้ำประทุน  อยู่ที่ตำบลขุนโขลน ห่างจากพระพุทธบาทประมาณ  3  กิโลเมตร ในถ้ำมีเจดีย์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงสร้างไว้เพื่อบรรจุพระบรมธาตุ ในบริเวณเดียวกัน     มีถ้ำมหาสนุก และถ้ำวิมานจักรี

ตำหนักสระยอ

 

ตำหนักสระยอ  ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดพระพุทธบาท ห่างกันประมาณ  1  กิโลเมตร         ทางทิศเหนือของตำหนักมีสระเรียกว่า  สระยอ  พิจารณาสภาพสระสันนิษฐานว่าเดิมคงเป็นสระลึกและขังน้ำอยู่ได้ตลอดฤดูแล้ง  สังเกตจากปัจจุบันเมื่อเข้าช่วงฤดูฝนน้ำจะไหลมาจากเขาทางทิศตะวันออกลงสู่ที่ราบต่ำอันเป็นที่ตั้งของ สระยอ

 

ดังนั้นในช่วงเดือน  3   ถึงเดือน  4  อันเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้งและเป็นเดือนแห่งเทศกาลนมัสการพระพุทธบาท  สระยอจึงเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญในการอุปโภคบริโภคแก่ผู้เดินทาง  โดยเฉพาะ    ขบวนพยุหยาตราทางสถลมารค  อันมีผู้ติดตามทั้งคนและสัตว์พาหนะเป็นจำนวนมาก  คงจะมาหยุดพัก  ณ  สถานที่แห่งนี้  และต่อมาคงสร้างพระตำหนักขึ้น  เป็นที่ประทับรายทางอีกแห่งหนึ่งตามความเหมาะสมของภูมิประเทศ

ถ้ำพระบาทใหญ่

 

ตั้งอยู่ที่ตำบลพุกร่าง มีสิ่งสำคัญคือ พระพุทธบาททำด้วยหินทราย ศิลาจารึกนูนรูปบุคคล   ขี่หงส์ (ชำรุด) และ ชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทราย

 

ศาลเจ้าพ่อเขาตก

 

ศาลเจ้าพ่อเขาตก  ตั้งอยู่ริมถนนสายพระพุทธบาท – ท่าเรือ  ห่างจากตัวอำเภอพระพุทธบาท  เป็นระยะทางประมาณ  2   กิโลเมตร  ตั้งอยู่ในหมู่ที่  9  ตำบลพระพุทธบาท  อำเภอพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี

 

ศาลเจ้าพ่อเขาตก  เป็นสถานที่นับถือ เป็นสถานที่สักการบูชาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ  โดยเฉพาะชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เรียก  ศาลเจ้าพ่อเขาตกว่า  “แป๊ะกง”  เทศกาลตรุษจีน เป็นเทศกาลที่ชาวไทยและชาวจีนมาเซ่นไหว้  กราบไหว้บูชากันเป็นจำนวนมาก

 

 

ประเพณีแห่เจ้าพ่อเขาตก

                ประเพณีแห่เจ้าพ่อเขาตก  เป็นงานประจำปีที่จัดขึ้น  ณ  ศาลเจ้าพ่อเขาตก  ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชุมชนท้ายพิกุล  อำเภอพระพุทธบาทประมาณ  2  กิโลเมตร  ผู้มาร่วมงานส่วนใหญ่เป็นชาวจีน  วันที่จัดงาน  วันขึ้น  1  ค่ำ  เดือน  5  (เดือนเมษายน)  ที่ศาลเจ้าพ่อเขาตก อำเภอพระพุทธบาท

ในวันงานจะมีการแสดงอภินิหารของเจ้าพ่อเขาตกและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่น่าตื่นตา
ตื่นใจ และการละเล่นต่างๆ  เช่น  การลุยไฟขึ้นบันไดดาบ การเข้าทรงเจ้าพ่อเขาตก  แห่สิงโต
ล่อโก๊ะ เชิดมังกร  การแสดงงิ้ว  เป็นต้น

คันกั้นน้ำ  (ทำนบศรีธนนชัย)

 

                คันกั้นน้ำ  ทำนบศรีธนนชัย  เป็นแหล่งโบราณอีกสถานที่หนึ่ง  ที่อยู่ในตำบลพุกร่าง    ตั้งอยู่ในที่ลุ่มระหว่างภูเขาทั้งสองลูก   มีลักษณะรูปแบบศิลปกรรมเป็นทำนบดินสมัยกรุงศรีอยุธยา         ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในหมู่ที่  9  ตำบลพุกร่าง  อำเภอพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี  และประกาศ     ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา   เล่ม  52   ตอนที่  75  วันที่   8   มีนาคม   พ.ศ.2478

 

ถ้ำวิมานจักรี

 

ถ้ำวิมานจักรี  เป็นถ้ำลักษณะแนวราบแบบถ้ำทั่วไป  ตั้งอยู่ในหมู่ ที่  9  ตำบลพุกร่าง      อำเภอพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี  ประวัติโดยสังเขปสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านทรง       ค้นถ้ำนี้พบในขณะที่ทรงผนวช  และทรงประพาสป่า  ทรงได้พักแรมอยู่ในถ้ำนี้ชั่วเพลาหนึ่งใน  พ.ศ. 2370  ต่อมาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงเสด็จมาดูด้วยตัวของท่านเองและ         ให้ลงหลักฐานพระปรมาภิไธย  จปร. ที่ผนังถ้ำ  (ในหลักศิลาจารึกจำลองก่อนขึ้นบันไดขึ้นถ้ำ)    เพื่อเป็นสมบัติของแผ่นดินและแหล่งท่องเที่ยวต่อไป  ยังปรากฏอยู่จนกระทั่งเวลาปัจจุบัน           และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน  ได้เสด็จประพาสครั้งหนึ่งเมื่อ  พ.ศ.2495

สภาพปัจจุบันบริเวณในถ้ำมีหินย้อยมากมาย  สวยงามมาก  บางจุดชำรุดร่วงลงมา (จากแรงระเบิดหิน)  และรอยทุบจากประชาชนที่เปิดทางเพื่อมาเอาขี้ค้างคาวไปขาย

จารึกถ้ำวิมานจักรี

 

                จารึกนี้  นายประสาร บุญประคอง เป็นผู้อ่าน โดยมีการตีพิมพ์ลงใน ประชุมศิลาจารึก   ภาคที่  6  ตอนที่  1 ใน  พ.ศ.2517  โดยเรียกว่า  “หลักที่  139  ลายเขียนที่ผนังถ้ำวิมานจักรี”  ปัจจุบันยังคงอยู่ที่ผนังถ้ำวิมานจักรี  ตำบลขุนโขลน  อำเภอพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี

ลักษณะวัตถุจารึกเป็นปูนซีเมนต์ผสมปูนขาวฉาบบนผนังถ้ำ  มีขนาดความกว้าง  65  เซนติเมตร  สูง  90  เซนติเมตร  หนา  5  เซนติเมตร  อักษรที่มีในจารึกนี้เป็นอักษรไทยธนบุรี-รัตนโกสินทร์    โดยจารึกนี้มีจำนวนด้านทั้งหมด  1  ด้าน และมีบรรทัดทั้งสิ้น  23  บรรทัด

เนื้อหาโดยสังเขป “ พระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎ ทรงอัญเชิญพระพุทธรูปจากกรุงเทพ
มหานครมาประดิษฐานไว้  ณ   ถ้ำพิมานจักรี  เพื่อให้เทวดา  ภิกษุสามเณร  และประชาชนทั่วไปได้นมัสการ  โดยอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุคคลเหล่านั้นด้วย ”

รอยพระพุทธบาทจำลอง

รอยพระพุทธบาทจำลอง  ตั้งอยู่ในเขตวัดกัลยาณบรรพต (วัดเขาเลี้ยว)  อยู่บนเชิงเขาที่ไม่สูงมากนักเป็นที่นับถือกราบไหว้ของคนในตำบลพุกร่าง  รอยพระพุทธบาทจำลองนี้  ตั้งอยู่ในหมู่ที่  5  ตำบลพุกร่าง  อำเภอพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี

 

 

ถ้ำมหาสนุก

 

                ถ้ำมหาสนุก  เป็นแหล่งโบราณสถานทางด้านศาสนาและแหล่งท่องเที่ยว  ตั้งอยู่ในพื้นที่  หมู่ที่  8  ตำบลพุกร่าง  อำเภอพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี  สภาพทั่วไปในถ้ำ  จากปากถ้ำ          ถึงบริเวณที่กว้างสุดของถ้ำคือ   ลานดินเหนียว  ระยะทางจากปากถ้ำลงไปประมาณ   300  เมตร สภาพผนังถ้ำหินย้อย  ครก  สากโบราณ  น้ำเจ็ดอ่าง  (เฉพาะน้ำเจ็ดอ่าง   มีข้อมูลมาจากผู้มีประสบการณ์คือ  คนสมัยก่อนและคนที่มีประสบการณ์สมัยปัจจุบัน)  จะตักน้ำในอ่างทั้งเจ็ดนี้      ดื่มกินกันสักเท่าไหร่หรือกินกันจนน้ำแห้ง  นั่งคอยสักพักน้ำก็กลับมาเต็มอ่างอย่างเดิม

ประวัติความเป็นมาของชื่อถ้ำมหาสนุกนี้   มีเรื่องเล่าอยู่   2   เรื่อง  เรื่องแรกเล่าว่า ชาวบ้านนั้นชอบมาหมักเหล้าสาโทและดื่มกินกันบนถ้ำ   ภายในถ้ำมีลานกว้างเป็นที่สังสรรค์เฮฮา  จึงเรียกว่า
ถ้ำมหาสนุก  ส่วนเรื่องที่สองเล่าว่า  ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาส
พระพุทธบาท  ทรงอนุญาตให้มหาดเล็กและนางในเที่ยวถ้ำ  เนื่องจากถ้ำมืดมากบรรดานางใน        ก็ถูกลวนลาม  เป็นรอยมือติดอยู่ที่ภูษาผ้าสไบ  พระองค์ทรงถามว่าไปเที่ยวถ้ำไหนมา  เมื่อทรง    ทอดพระเนตรเห็นนางในก็ทรงพระสรวล   ตรัสว่าคงไปเที่ยวถ้ำมหาสนุกมา

อ่างเก็บน้ำบ้านพุกร่าง

อ่างเก็บน้ำบ้านพุกร่าง  ตั้งอยู่ในเขตท้องที่  หมู่ที่ 1  ตำบลพุกร่าง  อำเภอพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก  ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า  เป็นแหล่งน้ำที่มีน้ำทั้งปี      มีปลาอาศัยมากมายหลายชนิดเป็นแหล่งผลิตอาหารให้กับชาวบ้านหมู่ที่ 1 , หมู่ที่ 2  และหมู่บ้านใกล้เคียงเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรและเป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน  เพราะมีน้ำไหลออกจากใต้ภูเขาทั้งปี  ช่องน้ำไหลมีถึง  2  ช่องด้วยกัน

 

 

โมกราชินี

 

 

 

                โมกราชินี  พรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก ค้นพบโดยศาสตราจารย์  ดร.ธวัธชัย  สันติสุข  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสำรวจและจำแนกพรรณไม้ กรมป่าไม้  ในระหว่างการสำรวจ พรรณพฤษชาติภูเขาหินปูน  ในเดือนกุมภาพันธ์  พ.ศ.2544   Dr. D.J. Middjeton   ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้วงศ์  APOCYNACEAE  ของโลก  แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  ประเทศสหรัฐอเมริกายืนยันและสนับสนุนการยกรูปพรรณ

ถ้ำนารายณ์ หรือ ถ้ำเขาวง

 

 

สถานที่ตั้ง  วัดเขาวง หมู่ที่  5   ตำบลเขาวง  อำเภอพระพุทธบาท  จังหวัดสระบุรี              ถ้ำนารายณ์  หรือถ้ำเขาวง  อยู่ที่บ้านเขาเป็นถ้ำที่มีปากถ้ำติดอยู่บนพื้นดิน ไม่ต้องขึ้นไปบนภูเขาสูง ทางวัดได้สร้างวิหารมีพระพุทธรูปไว้หน้าถ้ำ ภายในถ้ำกว้าง  ที่ผนังปากถ้ำด้านขวา  สูงจากพื้นดินประมาณ  2.5  เมตร  มาจารึกอยู่  3   บรรทัด  แนวบรรทัดยาว  50  เซนติเมตร  ระหว่างบรรทัดที่  1 ถึง  3  กว้าง  15  เซนติเมตร  ลักษณะที่สำคัญคือ  มีอักษรมอญโบราณจารึกไว้ที่ปากถ้ำ

ประวัติความเป็นมา  บริเวณที่ตั้งถ้ำเขาวงแห่งนี้เดิมเป็นท้องที่ป่า  ที่ชาวบ้านนิยมมาหา  ของป่า  เช่น  หาหน่อไม้ที่ขึ้นอยู่ตามภูเขา  หาตัดไม้เพื่อนำไปปลูกบ้าน  หรือใช้ในครัวเรือน ชาวบ้านได้พบอักษรที่จารึกไว้ที่ปากถ้ำนานแล้ว  แต่ไม่มีใครอ่านจารึกนี้ได้  เนื่องจากเป็น       อักษรโบราณ  และไม่ทราบว่าผู้ใดมาจารึกไว้ ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรคือคุณเทิม  มีเต็ม และคุณจำปา  เยื้องเจริญ  ได้มาศึกษาอ่านและแปลอักษรที่จารึกนี้ได้

หลักฐานที่พบ อักษรที่จารึกเป็นอักษรปัลลวะ  แต่ถ้อยคำที่จารึกเป็นภาษามอญโบราณ จารึก ประมาณพุทธศตวรรษที่  12  นั่นก็คือยุคทวาราวดี  ข้อความที่จารึกว่า

กมุน์ อนุราธปุรโกอ์ก (ตน์) กุนทรีชน์ชิน์
รน์เลห์โกมญฺะฑาง์ปอ (ป์) ตนาย์สินาธ
ห์นนะโตย์โลปฑย์โวอ์

 คำแปล   “กุนทรีชนผู้ตั้งอาณาจักรอนุราธปุระ  ได้มอบให้พ่อลุงสินายธะเป็นตัวแทน พร้อมทั้งชาวเมือง  (อนุราธปุระ)  ร่วมกันจัดพิธีขับร้องฟ้อนรำ  (เพื่อเป็นการ เฉลิมฉลองปูชนียวัตถุ)       ที่ประดิษฐานไว้แล้วในสถานที่นี้”

 

ประเพณีตักบาตรดอกไม้

 

 

 

                ประเพณีตักบาตรดอกไม้นับเป็นประเพณีที่สำคัญของชาวสระบุรี  มีการทำบุญตักบาตรด้วยดอกไม้สด  หรือที่เรียกกันว่าดอกเข้าพรรษา  และข้าวสารอาหารแห้งต่างๆ  มีผู้สนใจเข้าร่วมประเพณีในวันดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

วันที่จัดงาน  วันแรม  1  ค่ำ  เดือน  8  ที่วัดพระพุทธบาท  อำเภอพระพุทธบาท  ตอนเช้า   จะมีการตักบาตรที่ศาลาการเปรียญ  พอตกบ่ายหนุ่มสาวจะพากันออกไปเก็บดอกเข้าพรรษา         ในป่าบนเขา  พระพุทธบาทเพื่อเตรียมไว้ใส่บาตร  หรือจะซื้อจากชาวบ้านที่เก็บมาขายก็ได้

ดอกเข้าพรรษาจะผลิดอกเฉพาะในช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น  มีทั้งดอกสีเหลือง  สีขาว  และ      สีน้ำเงินซึ่งค่อนข้างหายาก  จึงเชื่อกันว่าใครตักบาตรด้วยดอกเข้าพรรษาสีน้ำเงินจะได้อานิสงส์มาก

 

  

                ช่วงเย็นจะมีการจัดขบวนพระภิกษุนับร้อยรูปเพื่อไปรับบิณฑบาตดอกไม้จากชาวบ้าน   ที่มายืนเฝ้ารอสองฟากถนน ตามด้วยขบวนแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านและขบวนรถบุปผชาติ   เริ่มเคลื่อนขบวนจากวงเวียนเจ้าพ่อเขาตก  ผ่านลานวัด  เข้าประตูเสด็จ  แล้วขึ้นบันไดนาคสู่มณฑปพระพุทธบาท  ระหว่างที่พระภิกษุเดินขึ้นมณฑป  ชาวพุทธจะนำน้ำสะอาดล้างเท้าให้  ถือว่าได้ชำระล้างบาปให้ตนเองด้วยดอกเข้าพรรษาที่เหล่าพระภิกษุรับบิณฑบาตมานั้น  จะนำไปบูชา               รอยพระพุทธบาท  พระเจดีย์จุฬามณีอันเป็นที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วจำลองของพระพุทธเจ้า  และ     พระเจดีย์มหาธาตุองค์ใหญ่ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  จึงเสร็จพิธีตักบาตรดอกไม้

ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายของฝากและของที่ระลึกมากมาย  มีการแสดงมหรสพ ดนตรี  และการละเล่นต่างๆ

ประเพณีแห่พระเขี้ยวแก้ว

 

­                พระเขี้ยวแก้ว  หรือพระทนต์  (ฟัน)  ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ประดิษฐานอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  วัดพระพุทธบาท  จะมีการแห่แหนพระเขี้ยวแก้วให้ชาวพระพุทธบาท  ได้สักการบูชาเป็นประจำในแต่ละปี  ชาวบ้านเชื่อว่าจะสามารถบันดาลให้ประชาชนชาว พระพุทธบาทได้รับความร่มเย็นเป็นสุข  ทำมาค้าขายดีกันทั่วหน้า  วันที่จัดงาน  วันขึ้น 1 ค่ำ     เดือน  4   (เดือนมีนาคม)  ที่วัดพระพุทธบาท  อำเภอพระพุทธบาท

พิธีจะเริ่มในช่วงเช้าไปถึงบ่าย  โดยจะอัญเชิญพระเขี้ยวแก้วจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ วัดพระพุทธบาท  แห่ไปรอบตัวเมืองพระพุทธบาท  โดยมีกลองยาวและนางรำแห่นำหน้าขบวน ตามด้วยพ่อค้าประชาชน  ข้าราชการ  นักเรียน  และผู้สนใจทั่วไป  หลังจากนั้นจะอัญเชิญไปให้ประชาชนได้สรงน้ำ

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: