จังหวัดสระบุรี


ประวัติความเป็นมา

ลำดับพัฒนาการทางประวัติศาสตร์

นักประวัติศาสตร์ถือว่ายุคทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) เป็นจุดเริ่มต้นของสมัยประวัติศาสตร์ พื้นที่สระบุรีมีหลักฐานว่าอยู่ในยุคทวารวดีเช่นกัน เช่น ที่บ้านอู่ตะเภาตำบลม่วงหวาน อำเภอหนองแซง  จังหวัดสระบุรี  สันนิษฐานว่าเคยเป็นเมืองเก่าครั้งทวารวดี ที่ถ้ำพระโพธิสัตว์  อำเภอแก่งคอย  จังหวัดสระบุรี พบภาพสลักนูนต่ำที่ผนังถ้ำ เป็นลักษณะศิลปกรรมยุคทวารวดี ศรีศักร วัลลิโภดม สันนิษฐานว่า  น่าจะเป็นที่จำศีลภาวนาของนักบวชและฤๅษี

บ้านอู่ตะเภา

ภาพสลักนูนต่ำที่ถ้ำพระโพธิสัตว์

ภายในถ้ำโอ่โถงพอสมควรพอเป็นที่พักได้ถึงแม้ว่าจะอยู่ในระดับที่สูงแต่ก็ไม่มีอะไรที่ลำบากแก่การดำรงชีวิตอันเนื่องมาจากบริเวณที่ตีนเขา ตรงหน้าถ้ำนั้นมีธารน้ำตก  เหมาะกับการตั้งหลักแหล่งพำนักอาศัยของบรรดานักบวช หรือไม่ก็ชุมชน  และผู้คนที่อยู่ในที่สูงป่าเขา อาศัยผลผลิตของป่าในบริเวณนั้นมาเลี้ยงชีพอีกแห่งหนึ่งคือ  ที่ถ้ำเขาวง  (ถ้ำนารายณ์)  หมู่  4  ตำบลเขาวง  อำเภอพระพุทธบาท   จังหวัดสระบุรี  มีจารึกที่ผนังถ้ำด้วยอักษรปัลลวะ  ถ้อยคำที่จารึกเป็นภาษามอญโบราณ  ข้อความนี้จารึกราวพุทธศตวรรษที่  12  อยู่ในสมัยทวารวดี

ถ้อยคำที่จารึกเป็นภาษามอญโบราณ

              ปิแอร์  ดูปองท์  นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสสันนิษฐานว่า  ผู้คนในยุคทวารวดีเป็นคนมอญที่อพยพมาอยู่ถิ่นนี้เมื่อพุทธศตวรรษที่  15  เพราะภาษาที่จารึกในยุคนี้เป็นภาษามอญทุกที่ราวพุทธศตวรรษที่ 17 อาณาจักรทวารวดีได้เสื่อมลงเนื่องจากขอมเข้ามาแผ่อิทธิพลปกครองในถิ่นนี้  สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ในเรื่องตำนาน เมืองสระบุรี ว่าท้องถิ่นอันเป็นเขตจังหวัดสระบุรีนี้แต่โบราณครั้งเมื่อขอมยังเป็นใหญ่ในประเทศนี้  อยู่ในทางหลวงสายหนึ่งซึ่งขอมไปมาติดต่อกับราชธานีที่นครหลวง  (ซึ่งเรียกในภาษาขอมว่า นครธม)  ยังมีเทวสถานซึ่งพวกขอมสร้างเป็นปรางค์หินไว้ตามที่ได้ตั้งเมืองปรากฏเป็นระยะ คือ ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี  ที่อำเภอวัฒนานครแห่งหนึ่ง  ที่ดงมหาโพธิ์แห่งหนึ่ง  ต่อมาถึงเขตจังหวัดนครนายกมีที่ดงนครแห่งหนึ่ง  แล้วมามีที่บางโขมดทางขึ้นพระพุทธบาทอีกแห่งหนึ่ง  ต่อไปก็ถึงเมืองลพบุรีซึ่งเป็นเมืองหลวงมณฑลละโว้ที่พวกขอมปกครอง  แต่ในที่ใกล้ลำน้ำป่าสักซึ่งตั้งเมืองสระบุรีหาปรากฏสิ่งสำคัญครั้งขอมอย่างหนึ่งอย่างใดไม่ เพราะฉะนั้นเมืองสระบุรีเห็นจะเป็นเมือง  ต่อเมืองไทยได้ประเทศนี้จากพวกขอมแล้ว
เมืองสระบุรีเริ่มปรากฏชื่อในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางด้วยมีคำว่า  เมืองสระบุรี  ปรากฏในพงศาวดารครั้งแรกในรัชสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราชคราวที่พระเจ้าหงสาวดียกทัพ  มาล้อมกรุงศรีอยุธยา  สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงมีพระราชสาส์นถึงพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งนครเวียงจันทร์ให้นำทัพมาช่วยไทย  แต่ทัพลาวถูกทหารพม่าซุ่มตีที่เมืองสระบุรี  ทัพลาวแตกกลับเวียงจันทร์  เหตุการณ์นี้เกิดเมื่อ  พ.ศ.2112แสดงว่าเมืองสระบุรีต้องตั้งมาก่อน  พ.ศ.2112  แต่จะก่อตั้งเมื่อใดไม่มีหลักฐานเอกสารอ้างอิง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานการตั้งเมืองสระบุรีไว้ ดังนี้
เมื่อในแผ่นดินสมเด็จมหาจักรพรรดิ พระราชบิดาของสมเด็จพระมหินทราธิราชนั้น     พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ ยกทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ.2091 ในสมัยนั้นมีป้อมปราการเป็นเขื่อนขัณฑ์กันราชธานีอยู่ทั้ง  4  ทิศ  คือ เมืองสุพรรณบุรี อยู่ทางทิศตะวันตก  เมืองลพบุรี อยู่ทางทิศเหนือ  เมืองนครนายก  อยู่ทางทิศตะวันออก  และเมืองพระประแดง  (ภายหลังเปลี่ยนไปเป็นเมืองธนบุรี)  อยู่ทางทิศใต้  กองทัพพระเจ้าหงสาวดียกเข้าทางด่านพระเจดีย์  3  องค์ ข้างทิศตะวันตก  กองทัพไทยจึงไปต่อสู้ที่เมืองสุพรรณบุรีรับข้าศึกไม่อยู่ต้องถอยกลับมา  เอาพระนครศรีอยุธยาเป็นที่มั่นจึงได้ชัยชนะเป็นเหตุให้เห็นว่าเมืองที่ตั้งขึ้นเป็นเขื่อนขัณฑ์กันพระนครนั้นหาเป็นประโยชน์ดังคาดมาแต่ก่อนไม่  ที่สร้างป้อมปราการไว้ถ้าข้าศึกยึดเอาเป็นที่มั่นสำหรับทำการสงครามแรมปี ตีพระนครก็จะกลับเป็นประโยชน์แก่ข้าศึกจึงให้รื้อป้อมปราการ เมืองสุพรรณบุรี เมืองลพบุรี และเมืองนครนายกเสียทั้ง 3  เมือง  คงไว้แต่ที่เมืองพระประแดงซึ่งรักษาทางปากน้ำ อีกประการหนึ่งเห็นว่าที่รวบรวมผู้คนในเวลาเกณฑ์ทัพยังมีน้อยนัก จึงให้ตั้งตัวเมืองเพิ่มเติมขึ้นอีกหลายเมืองสำหรับเป็นที่รวบรวมผู้คนเพื่อจะได้เรียกระดมรักษาพระนครได้ทันท่วงทีในเวลาการสงครามมีมาอีกเมืองที่ตั้งใหม่ครั้งนั้นระบุชื่อไว้ในพระราชพงศาวดาร  แต่ทางทิศใต้กับทางทิศตะวันตก คือ เมืองนนทบุรี  เมืองสาครบุรี  (สมุทรสาคร) และเมืองนครไชยศรี  แต่ทางทิศอื่นหาได้กล่าวถึงไม่  เมืองสระบุรี  (แลเมืองฉะเชิงเทรา) เห็นจะตั้งในครั้งนี้นั่นเอง  คือ ตั้งราว  พ.ศ.2092  ก่อนที่จะปรากฏชื่อในหนังสือพระราชพงศาวดารเพียง  20  ปี  เมืองที่ตั้งครั้งนั้นเห็นเป็นแต่สำหรับรวบรวมผู้คนดังกล่าวมา  จึงกำหนดแต่เขตแดน มิได้สร้างบริเวณเมือง  ผู้รั้งตั้งจวนอยู่ที่ไหนก็เชื่อว่าเมืองอยู่ตรงนั้นจากนิพนธ์นี้เข้าใจว่า  ยุคนั้นคงมีผู้คนอยู่ในถิ่นนี้พอสมควร  จึงตั้งเมืองขึ้นที่นี่เพื่อให้ทำหน้าที่ช่วยรบ  และเตรียมเสบียงไว้ในการสงคราม  สระบุรี  คงมีความหมายว่า เมืองแห่งน้ำ  หรือ  ตัวเมืองใกล้น้ำ  เพราะครั้งแรกที่ตั้งเมืองอยู่บริเวณบึงโง้ง  ตำบลเมืองเก่า    อำเภอเสาไห้  จังหวัดสระบุรีในปัจจุบัน

เมืองสระบุรีสมัยกรุงศรีอยุธยา

      ในสมัยกรุงศรีอยุธยา  เมืองสระบุรีมีบทบาทที่เกี่ยวข้องในเรื่องสงครามและ การพระศาสนาเป็นสำคัญ  ในเรื่องการสงครามเช่น  พ.ศ.2125  พระเจ้าแปรยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีรับสั่งให้พระยานครนายก  พระยาปราจีนบุรี  พระวิเศษ  เมืองฉะเชิงเทรา  พระสระบุรี 4 หัวเมือง ให้พระยานครนายกเป็นแม่ทัพใหญ่คุมพล 10,000  คน ออกไปตั้งค่าย  ขุดคู  ปลูกยุ้งฉาง  ถ่ายลำเลียง  ไว้ตำบลทำนบรักษาไว้ให้มั่น  พ.ศ.2126   สมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกทัพออกไปลาดตระเวน  ฟังราชการให้ถึงทัพหลวง  พ.ศ.2227  อ้ายธรรมเถียรคนนครนายกปลอมตนว่าเป็นเจ้าฟ้าอภัยทศลวงผู้คนให้หลงเชื่อมาถึงสระบุรี  และลพบุรี  แล้วนำผู้หลงเชื่อบุกเข้าไปถึงกรุง  แต่ก็พ่ายแพ้และถูกประหารชีวิต  พ.ศ.2235 เกิดกบฏบุญกว้าง  เป็นคนมีวิชาอาคมดีนำพวก  28  คน  ยึดเมืองนครราชสีมาได้เจ้าเมืองนครราชสีมา ลวงว่าควรนำทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา บุญกว้างเชื่อจึงนำผู้คนผ่านมาถึงลพบุรี กรมการเมืองสระบุรีมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการพระศาสนาก็คือ พ.ศ.2149 ได้พบ
รอยพระพุทธบาทสระบุรีในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม  จากนั้นมาเป็นราชประเพณีนิยมที่พระมหากษัตริย์  จะเสด็จมานมัสการพระพุทธบาท  และทรงทำนุบำรุงพระพุทธบาทรวมทั้งเสด็จไปนมัสการ พระพุทธฉาย

เมืองสระบุรีสมัยกรุงธนบุรี ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

         ช่วงนี้พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงมีพระราชนิยมเสด็จมานมัสการพระพุทธบาทและโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมแซมพระพุทธบาทเนื่องจากคราวที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อ  พ.ศ.2310 นั้น  ชาวจีนค่ายคลองสวนพลูประมาณ 400  คน  ขึ้นไปทำลายพระพุทธบาทลอกเอาเงินดาดพื้นทองหุ้มพระมณฑปน้อยไป  ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตกสินมหาราช  โปรดฯให้ซ่อมพระมณฑปพระพุทธบาทแต่ยังไม่เสร็จ ครั้นถึง  พ.ศ.2330  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดฯให้สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล  เสด็จขึ้นไปเป็นแม่การยกพระมณฑปพระพุทธบาท  และทำพระมณฑปน้อยกั้นรอยพระพุทธบาทภายในพระมณฑปใหญ่  เสาทั้งสี่กับทั้งเครื่องบน  และยอดล้วนหุ้มแผ่นทองทั้งสิ้น พ.ศ.2400  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้บูรณะมณฑปพระพุทธบาท  และทำที่ประทับใหม่หลายหลังในพระราชวังท้ายพิกุล  รวมพระราชทรัพย์ครั้งนี้เป็นเงิน  441  ชั่ง  4 ตำลึง 3  บาท  1 สลึง 1 เฟื้อง ต่อมาปี  พ.ศ.2403 ได้เสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการพระพุทธบาทอีก  ทรงยกยอดพระมณฑปและทรงบรรจุพระบรมธาตุและได้เสด็จนมัสการพระพุทธฉาย  แล้วเสด็จประทับแรมที่เขาแก้ว  (ปัจจุบัน  คือ วัดเขาแก้ว  ตำบลต้นตาล  อำเภอเสาไห้  จังหวัดสระบุรี)  ทรงรับช้างเผือกที่พระสุนทรราชวงศ์เจ้าเมืองสีทา (ปัจจุบัน  คือ  หมู่  8  ตำบลสองคอน  อำเภอแก่งคอย)  และจัดให้เขาคอกเป็นที่ฝึกทหาร  และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เคยเสด็จพระราชดำเนินหลายครั้ง

ช่วงสมัยที่มีการสงครามที่มีผลต่อเมืองสระบุรีด้วย คือ

พ.ศ.2314 พระเจ้าสุริยวงศ์แห่งนครหลวงพระบาง มีเรื่องวิวาทกับพระเจ้าสิริบุญสาร แห่งนครเวียงจันทร์  พระเจ้าสุริยวงศ์ยกทัพไปล้อมนครเวียงจันทร์  นานถึงสองเดือนพระเจ้าสิริบุญสารส่งสาสน์ไปยังพม่าที่นครเชียงใหม่  ให้ยกทัพมาช่วยตีทัพนครหลวงพระบางพระเจ้าสุริยวงศ์ทรงทราบเรื่องจึงเจรจาขอเป็นไมตรีกับพม่า  เหตุการณ์ครั้งนี้ชาวเวียงจันทร์เกรงว่าจะเกิดศึกใหญ่จึงพากันอพยพมายังเมืองนครราชสีมา  สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดฯ  ให้ชาวลาวเหล่านี้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองสระบุรีพาไพร่พลหนีมาเรื่อยๆ  พระเจ้าสิริบุญสารก็ตามมารบ  จนพระตาตาย  พระวอพาไพร่พลหนีมายังบ้านดอนมดแดง  จังหวัดอุบลราชธานี  พ.ศ.2319  พระเจ้าสิริบุญสารให้พระยาสุโพยกทัพมาตีและฆ่าพระวอตาย  ทหารของพระวอที่เหลือมีหนังสือขอความช่วยเหลือมายังเจ้าเมืองนครราชสีมา  เจ้าเมืองนครราชสีมานำหนังสือกราบทูลมายังสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี  ทรงกริ้วว่าพระเจ้าสิริบุญสารฆ่าพระวอ  ผู้มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในแผ่นดินของพระองค์  พ.ศ.2321  ได้ทรงมอบให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก และเจ้าพระยาสุรสีห์นำทัพไปตี นครเวียงจันทร์  แลยึดนครเวียงจันทร์ได้  ในคราวนั้นได้กวาดต้อนชาวเวียงจันทร์มาจำนวนมาก รวมทั้งนำพระราชบุตรของพระเจ้าสิริบุญสารมาด้วย พร้อมกับอัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางมาถึงเมืองสระบุรี  เมื่อเดือน  4  ปีกุน  เอกศกจุลศักราช 1141 (พ.ศ.2322)  โปรดฯให้ชาวเวียงจันทร์ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สระบุรี  เรียกว่า  ลาวเวียง  ส่วนพระบรมวงศานุวงศ์ของลาวได้นำไปยังกรุงธนบุรี  ทรงชุบเลี้ยงเป็นอย่างดีสำหรับพระบางนั้นไทยได้คืนไปให้แก่ลาวเมื่อวันที่  13  มีนาคม  พ.ศ.2408
พ.ศ.2347  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดฯให้กรมหลวงเทพหริรักษ์และพระยายมราชนำทัพไปขับไล่พม่าให้ออกจากเมืองเชียงแสน  เมื่อได้ชัยชนะแล้วก็รวบรวม     ชาวเชียงแสนได้  23,000 ครอบครัว  แบ่งออกเป็น  5  ส่วน  ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ที่เชียงใหม่ ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ลำปาง ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่น่าน ส่วนหนึ่งให้ไปอยู่เวียงจันทน์  อีกส่วนหนึ่งให้ไปกรุงเทพฯ  พระองค์ทรงโปรดฯให้ตั้งบ้านเรือนอยู่เมืองสระบุรีบ้าง  แบ่งไปอยู่ราชบุรีบ้าง
พ.ศ.2368  เจ้าอนุวงศ์ราชบุตรของพระเจ้าสิริบุญสาร  ผู้เคยมาอยู่เมืองไทยตั้งแต่สมัย  รัชกาลที่ 1  ต่อมากลับไปครองนครเวียงจันทน์ ได้ลงมาร่วมงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธ-เลิศหล้านภาลัยครั้งนั้น  ได้ทูลขอชาวลาวที่อยู่ในเมืองไทยกลับไปยังเวียงจันทร์ แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ทรงอนุญาต เมื่อเจ้าอนุวงศ์เสด็จกลับไปยังนครเวียงจันทน์แล้ว เดือนยี่ ปีจอ  อัฐศกจุลศักราช  1188 (พ.ศ.2369)  ได้นำทัพลงมาลวงเจ้าเมืองตามหัวเมืองต่างๆ  ว่าทางกรุงเทพฯ  สั่งให้นำทัพมาช่วยรบกับอังกฤษ  ในพงศาวดาร กล่าวว่า  ลวงเบิกเสบียงอาหารที่นครราชสีมาได้แล้ว  ลงมาตั้งอยู่  ณ  ตำบลขอนขว้างใกล้กับเมืองสระบุรี ให้ลงมาเกลี้ยกล่อมพระยาสระบุรีซึ่งเป็นลาวพุงดำ  และนายครัวลาวพุงขาวเข้าด้วยกวาดครอบครัวอพยพไทย จีน ลาว  ซึ่งตั้งอยู่เมืองสระบุรีได้เป็นอันมาก  ขณะนั้นทางกรุงเทพฯ รู้ความเคลื่อนไหวของเจ้าอนุวงศ์ คาดว่าเจ้าอนุวงศ์จะยกทัพไปถึงกรุงเทพฯ  จึงเตรียมรับมืออยู่ที่กรุงเทพฯ  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดฯให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ  พระยาราชสุภาวดีและเจ้าเมืองนครราชสีมานำทัพไปตีนครเวียงจันทน์ เมื่อ  พ.ศ.2370  ทัพไทยชนะ  เจ้าอนุวงศ์นำครอบครัวไปพึ่งญวนแต่ถูกจับกุมส่งมายังกรุงเทพฯ ต้องโทษถูกนำออกประจานจนถึงแก่พิราลัย
พ.ศ.2371  ทัพไทยไปตีนครเวียงจันทน์อีกครั้ง คราวนี้ได้นำครอบครัวลาวเวียงจันทน์     ลาวพวน  (เมืองเชียงขวาง)  ลงมาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ลพบุรีบ้าง สระบุรีบ้าง สระบุรีจึงมีประชากร  ชาวลาวเพิ่มมากขึ้น

สงครามทั้ง 4 ครั้งนี้ ทำให้เมืองสระบุรีมีผู้คนมาอยู่อาศัยมากขึ้น
             คนสระบุรีแต่เดิมนั้นเป็นคนไทยภาคกลาง  อยู่ที่นี่มาก่อนแล้ว  เช่น  บ้านโคกโบสถ์ (หมู่ 4  ตำบลหนองสรวง  อำเภอวิหารแดง) เคยเป็นที่ตั้งสำนักสงฆ์มาก่อน สิ่งที่ได้พบบริเวณนี้ คือ  เศียรพระพุทธรูปกระเบื้องมุงหลังคาแบบมีตะขอเกี่ยว  พระกริ่ง  ถาดโลหะ  ลูกปืนโบราณ ฯลฯ   สิ่งของดังกล่าวเป็นโบราณวัตถุสมัยอยุธยาตอนปลาย  ที่ตำบลบัวลอย  อำเภอหนองแค มีบ้านดงเมือง เป็นเมืองเก่าคราวเดียวกับเมืองอู่ตะเภา  อำเภอหนองแซง เคยเป็นเมืองที่เจริญมาก่อน  ต่อมาผู้คนจากพระนครศรีอยุธยาได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่  ณ  ที่นี้ด้วยเนื่องจากเหตุการณ์สงครามตั้งแต่ สมัยกรุง-ศรีอยุธยาและสมัยต้นรัตนโกสินทร์  แต่ถึงกระนั้นยุคต้นๆ ประชากรเมืองสระบุรี ก็มีไม่มากนัก  และกระจายกันอยู่เป็นกลุ่มๆ
จากเหตุการณ์สงครามสี่ครั้งดังกล่าว ทำให้มีคนลาวและชาวเชียงแสนมาตั้งถิ่นฐานอยู่      ทำให้สระบุรีมีประชาการเพิ่มมากขึ้น  ลาวที่มาครั้งนั้นเรียกตามสำเนียงภาษาพูดที่ต่างกันสี่กลุ่มคือ

ลาวเวียง  คือ   ลาวมาจากนครเวียงจันทน์  ปัจจุบันมีอยู่มากที่อำเภอแก่งคอย  อำเภอ    หนองแค  อำเภอหนองแซง  อำเภอวิหารแดง  อำเภอเสาไห้  และอำเภอบ้านหมอ

ลาวพวน   คือ  ลาวที่มาจากเมืองพวน  (แขวงเชียงขวาง)  ตั้งถิ่นฐานที่อำเภอหนองโดน และอำเภอดอนพุด

ลาวแง้ว  คือ  ลาวที่มาจากชนบทชานเมืองเวียงจันทน์  ปัจจุบันตั้งถิ่นฐานที่บ้านตาลเสี้ยน บ้านหนองระกำ  อำเภอพระพุทธบาท  และบางหมู่บ้านในอำเภอหนองโดน

ลาวญ้อ  คือ  ลาวที่มาจากเมืองคำเกิดในประเทศลาว  ปัจจุบันยังมีผู้พูดภาษาลาวญ้อ ในบางหมู่บ้าน  อำเภอแก่งคอย

คนลาวที่อพยพมาอยู่สระบุรีครั้งนั้น  มีผู้ที่เคยเป็นเจ้าเมืองสระบุรี  เช่น  พระยาสุราราชวงศ์ เจ้าเมืองสระบุรีสมัยรัชกาลที่ 3  เป็นชาวลาวพุงดำที่อพยพมาอยู่ถิ่นนี้ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พระสยามลาวบดี  ปลัดเมืองสระบุรีสมัยรัชกาลที่ 4  ก็เป็นชาวลาวเช่นกัน ที่ตำบลโคกแย้   อำเภอหนองแค  มีวัดอยู่สองวัด  คือ วัดสนมลาว (วัดไทยงาม) และวัดสนมไทย (วัดเขาพนมยงค์) วัดสนมไทยเป็นที่อยู่ของคนไทยอยุธยา ส่วนวัดสนมลาวเป็นถิ่นที่อยู่ของกลุ่มชนที่อพยพมาจากนครเวียงจันทน์ได้มาอยู่บ้านโป่งแร้ง บ้านหนองผักชี  และบ้านสนมลาว  ชาวบ้านเล่าสืบกันมาว่าครั้งหนึ่ง  พระมหากษัตริย์แห่งกรุงสยามเสด็จเยี่ยมชาวบ้านกลุ่มนี้ได้มีชาวบ้านผู้หนึ่งทูลถวายบุตรสาวของตนเพื่อเป็นบาทบริจาริกา พระองค์ก็ทรงรับไว้  ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นพระสนมเอก
วันหนึ่งพระสนมเอกผู้นี้กลับมาเยี่ยมบ้านเดิมของตน พบว่าญาติพี่น้องยึดมั่นในพระพุทธ ศาสนาอย่างมั่นคง แต่ไม่มีวัดที่จะประกอบศาสนพิธี  เมื่อเดินทางกลับพระนคร แล้วจึงกราบบังคมทูลให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ช่วยสร้างวัดให้ พระมหากษัตริย์พระองค์นั้น  จึงโปรดฯ ให้ช่างหลวงมาสร้างวัดให้และโปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์ไว้ด้วย  (ปัจจุบันยังมีหลักฐานเหลืออยู่)   ที่เชิงเขาโป่งแร้ง  และพระราชทานนามวัดว่า วัดพระสนมลาววิหาร แต่ชาวบ้านนิยมเรียกสั้นๆว่า วัดสนมลาว   ส่วนชาวเชียงแสนที่มาอยู่เมืองสระบุรีเมื่อ พ.ศ.2347  ถิ่นแรก  คือท้องที่อำเภอเสาไห้ เรียกตนเองว่า คนยวน (มาจากโยนก)   ปัจจุบันมีอยู่ทุกอำเภอในจังหวัดสระบุรี  (ยกเว้นอำเภอหนองโดน  และอำเภอดอนพุด)   คนยวนเหล่านี้ได้นำภาษา  และประเพณีวัฒนธรรมของล้านนา มาใช้สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้
ชาวไทยยวนที่อพยพมาจากเชียงแสนครั้งนั้นมีหัวหน้ากลุ่มชนเรียกว่า  ปู่คัมภีระ มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านไผ่ล้อม  ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ทุกวันนี้  ในสมัยรัชกาลที่  2  ปู่คัมภีระได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองสระบุรีมีบรรดาศักดิ์เป็น  พระยารัตนกาศ  ท่านมีบุตรสี่คน บุตรชายคนแรกได้เป็นเจ้าเมืองสระบุรีสืบต่อจากบิดา  มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยารัตนกาศ  เช่นกัน  บุตรชายคนที่สองได้รับแต่งตั้งให้เป็นปลัดเมืองสระบุรี  มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาบำรุงราษฎร์  บุตรชายคนที่สามของปู่คัมภีระชื่อว่า  มหาวงศ์  ท่านผู้นี้มีบุตรคือ  พระยาการีสุนทร (ทองคำ)  เคยเป็นนายอำเภอแก่งคอย  (พ.ศ.2436 – พ.ศ.2457)  บุตรของผู้เฒ่ามหาวงศ์อีกท่านหนึ่งคือ พระยารัตนกาศ (แก้วก้อน)  เคยเป็นนายอำเภอเสาไห้  (พ.ศ.2439 – พ.ศ.2442)  บุตรคนที่สี่ของปู่คัมภีระเป็นหญิงชื่อว่า  บัว มีสามีคือ  พระบำรุงภาชี  เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลพาหนะม้าสังกัดกองโค   กล่าวโดยสรุป  รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กรุงธนบุรี  จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  เป็นยุคที่เพิ่มประชากรให้แก่เมืองสระบุรี

ที่มาของชื่ออำเภอ 13 อำเภอ

             แก่งคอย  มาจากคำว่า  แก่ง  (โขดหินที่อยู่กลางน้ำ)  +  คอย  (การรอคอย)  แก่งคอย จึงหมายถึง โขดหินกลางน้ำที่มักมีคนมารอคอยพาหนะขึ้นล่องที่นี่หรือเรือที่ขึ้นล่องมารอคอยกันตรงนี้  บางท่านก็ว่า  แก่งคอย  เพี้ยนมาจากคำว่าแร้งคอย  เป็นการเรียกของคนถิ่นอื่นที่มาเห็นแร้งบินบริเวณกลางแก่งน้ำ  เนื่องจากยุคนั้นมีคนตายบ่อย  อาจตายเพราะ  พิษไข้ป่า  หรือโดนทำร้ายจากโจรขโมย

              มวกเหล็ก  ที่มาของชื่อเล่ากันเป็นสองนัย นัยหนึ่งว่า  มวกเหล็กเป็นชื่อของเถาไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ทั่วไปริมห้วยแห่งนี้  จึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า มวกเหล็ก อีกนัยหนึ่งเล่าว่าเคยพบหมวกเหล็ก  ของนักรบโบราณที่ห้วยถิ่นนี้  จึงเรียกว่า  บ้านหมวกเหล็ก  ต่อมาเพี้ยนมาเป็น  มวกเหล็ก

             วังม่วง เดิมถิ่นนี้มีต้นมะม่วงป่าขึ้นอยู่มากมาย จึงเรียกว่าหมู่บ้านวังม่วง

วิหารแดง  เล่ากันว่า หนานแดง  อพยพมาจากถิ่นอื่นมาตั้งบ้านเรือนบริเวณลำห้วย (ปัจจุบันคือห้วยลำ)  ได้สร้างสำนักสงฆ์ใกล้กับลำห้วยนั้นโดยสร้างด้วยอิฐสีแดง  ปัจจุบันชำรุด   หักพังไปแล้ว  ชาวบ้านเรียกถิ่นนี้ว่า  วิหารแดง  เรียกลำห้วยนี้ว่า  คลองวิหารแดง  อีกนัยหนึ่ง       เล่าว่า  ถิ่นนี้เถาหนามหันแดงมากจึงเรียกว่า  บ้านหันแดง  แล้วต่อมาเพี้ยนเป็นวิหารแดง

              เมืองสระบุรี  แต่เดิมมีอำเภอตั้งอยู่ตำบลปากเพรียว  เรียกว่า  อำเภอปากเพรียว  (แล้วต่อมาเปลี่ยนชื่อมาเป็นอำเภอเมืองสระบุรี)  ที่ริมแม่น้ำป่าสักแห่งนี้  มีคลองเพรียวที่มีลักษณะเรียวคด   ไปมาตำบลที่ตั้งอยู่ที่นี้  เรียกว่า  ตำบลปากคลองเพรียว  ต่อมาคำว่า  คลองหายไปก็เลยมาเป็น      ปากเพรียว  จนทุกวันนี้

             เสาไห้  หมู่บ้านอันเป็นที่ตั้งที่ว่าการอำเภอเสาไห้ทุกวันนี้  แต่เดิมชื่อว่า  บ้านไผ่ล้อมน้อย ครั้งเมื่อตั้งกรุงเทพฯ เป็นราชธานีนั้น  ได้มีการประกาศมายังหัวเมืองต่างๆ  ให้ส่งไม้ที่มีลักษณะดี เข้าไปยังเมืองหลวงเพื่อคัดเลือกให้เป็นเสาหลักเมือง ชาวบ้านสระบุรีได้ตัดไม้ต้นหนึ่งส่งล่องน้ำป่าสักไปยังกรุงเทพฯ  แต่ไม้ต้นนั้นไม่ได้รับเลือกให้เป็นเสาหลักเมืองเนื่องจากถูกตำหนิว่าเป็นไม้ที่มีลำต้นคด  นางไม้ที่สิ่งสถิตอยู่ในไม้ต้นนั้นเกิดความเสียใจอย่างมาก  ไม้นั้นได้ลอยทวนน้ำกลับมาตามลำน้ำป่าสักหยุดลอยอยู่เยื้องหน้าที่ว่าการอำเภอเสาไห้ทุกวันนี้  จากนั้นก็มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญให้ชาวบ้านได้ยิน  แล้วก็ค่อยๆ  จมลงไปใต้น้ำ  วันดีคืนดีชาวบ้านก็ได้ยินเสียงหญิงสาวร้องไห้ดังขึ้นมาจากบริเวณนั้นเสมอ  จึงพากันเรียกว่าหมู่บ้านนั้นว่า   บ้านเสาร้องไห้ กลายมาเป็นบ้านเสาไห้มาจนทุกวันนี้

              หนองแซง  เดิมมีหนองน้ำอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอหนองแซงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ  300  เมตรเศษ  มีต้นแซง  อยู่ที่หนองน้ำมากมาย ชาวบ้านจึงเรียกท้องถิ่นนี้ว่า  หนองแซง

             บ้านหมอ  สมัยเมื่อพบพระพุทธบาทนั้น มีขบวนเสด็จโดยขบวนช้างจากท่าเรือไปยัง     พระพุทธบาทเมื่อช้างเจ็บป่วยก็นำไปรักษาที่ วัดโลก  ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของหมอช้าง  ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกนั้นว่า วัดโคกบ้านหมอ  ต่อมาคำว่า  โคก  หายไปกลายเป็น  วัดบ้านหมอ และพลอยเรียกหมู่บ้านถิ่นนี้ว่า  บ้านหมอ  ไปด้วย

             พระพุทธบาท  เรียกชื่อตามพระพุทธบาทอันเป็นเจดียสถานที่สำคัญในถิ่นนี้

             หนองโดน  เดิมมีหนองน้ำอยู่ระหว่างบ้านหนองแกกับบ้านคลองควาย  (คลองบุญ) มีต้นกระโดนใหญ่อยู่ที่ริมหนองนี้  จึงเรียกถิ่นนี้ว่า  บ้านหนองกระโดน ต่อมานิยมพูดสั้นๆ คำว่า  กระ  หายไปเป็น  บ้านหนองโดน

            ดอนพุด  สมัยก่อนพื้นที่ดอนพุดเป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง  มีต้นพุดเกิดขึ้นอยู่มาก จึงเรียกท้องถิ่นนี้ว่า ดอนพุด ชาวดอนพุดมีเชื้อสายลาวพวนอพยพมาครั้งแรกได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านบาลกุ่ม และบ้านขล่อ  ในท้องที่เขตอำเภอบางปะหัน  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาอพยพมาอยู่ที่บ้านหนองมน ตำบลบ้านหลวง  ต่อมาเกิดไฟไหม้ขึ้นในท้องที่บ้านหนองมน ราษฎรส่วนหนึ่งของบ้านหนองมนได้อพยพมาอยู่บ้านหนองกระทะ  หมู่  1  ตำบลดอนพุด  ในขณะนี้

              เฉลิมพระเกียรติ  เป็นชื่อของอำเภอไม่ใช่เป็นชื่อหมู่บ้าน  เป็นอำเภอที่ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2539 เพื่อเฉลิมพระเกียรติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์สมบัติมาครบ 50 ปี

 

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: